เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นตั้งแต่วันพฤหัส แล้วจบลงด้วยความเศร้าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เราเสียลูกชายไป 1 ตัว "ไมเคิล" (5 เดือน)ด้วยอาการของโรค "ปอดอักเสบ" หรือ นิวโมเนีย (Pneumonia) ในวันเสาร์ที่ผ่านมา
และลูกชายที่เหลืออีก 1 ตัว "แองเจโล" (5 เดือน) ก็ป่วยด้วยโรคเดียวกัน ไม่หนักเท่าไมเคิล แต่ยังต้องพาไปรักษาเป็นระยะๆและจับตาดูอย่างใกล้ชิดอยู่
จขบ. จึงตัดสินใจว่าจะต้องถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อให้พ่อแม่ท่านอื่นๆได้อ่านเป็นข้อมูล และรับมือได้ เผื่อในกรณีที่มันอาจจะเกิดเหตุการร์แบบเดียวกัน ในซักวันข้างหน้า
 
ที่มาของโรค
พ่อแม่ทุกคนต้องทราบก่อนว่า โรคนี้เกิดจากอะไร แล้วจะป้องกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้แบบจขบ.....โรคปอดอักเสบ หรือ Pneumonia นั้น มีรายละเอียดโรคแยกยิบย่อยออกไปอีกหลายสายพันธุ์ แต่สาเหตุหลักของการเกิดโรคนี้คือ "ความอ่อนแอ" (อ้างอิงคำพูดคุณหมอพรชัย ร.พ.เกษตร)
ปกติแล้ว หนูพวกนี้มักมีเชื้อที่เป็นสาเหตุทำให้ป่วยแฝงอยู่แล้ว (โดยมากเกิดจากพ่อแม่หรือญาติโก โหติกาที่สุขภาพไม่ดี หรือมีเชื้อมาก่อน แต่เวลาซื้อใครจะไปทราบล่ะเนาะ...Foot in mouth) พอหนูป่วยโรคอื่น เช่นเป็นหวัด หรือ ท้องเสีย น้ำหนักลด ภูมิตก อาการพวกนี้ก็จะแสดงตัวออกมา เมื่อผู้เลี้ยงไม่ได้สังเกตเจอและพาไปรักษาแต่เนิ่นๆ หนูก็จะป่วยมากขึ้น กินน้อยลง แล้วสุดท้ายจบที่หายใจไม่ออกและเสียชีวิตในที่สุด
จขบ. ศึกษาเอาเองจากเว็บเมืองนอกที่มีข้อมูลค่อนข้างครบถ้วน พบว่าเชื้อตัวยอดฮิตที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบคือเชื้อแบคทีเรีย ที่ชื่อ "Streptococci pneumonie" ซึ่งเป็นสาเหตุ Top 1 ที่ทำให้หนูเสียชีวิตเลยทีเดียว
สภาพแวดล้อมหรือปัจจัยที่พึงระวัง:  
  • ฝนตก อากาศชื้น มีโอกาสทำให้เป็นหวัด และปอดบวมได้
  • ท้องเสีย ความดันตก น้ำหนักลด
  • พัดลมเป่า หรือ อากาศในห้องที่เลี้ยง เย็น ชื้น ไม่ระบายอากาศ
  • ฝุ่นเยอะ
  • เลี้ยงหนูหลายตัวในกรงเดียว จะทำให้การสังเกตุอาการเป็นรายตัวค่อนข้างยาก กว่าจะพบอีกทีก็ติดกันไปถ้วนหน้าแล้ว
  • ไม่ค่อยได้รับวิตามิน C (คุณหมอบอกว่า แค่ผลไม้ไม่พอหรอก เอาวิตามินซีแบบเม็ดบดให้กินเลย ชัวร์สุด)
3 สิ่งแรกที่คนเลี้ยงแกสบี้จะต้องพิจารณาเมื่อมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น
  1. การจาม (ถ้าเริ่มจามแค่วันละ 1 ครั้ง หลายๆวันติดต่อกัน ก็ต้องเริ่มสังเกตแบบจริงๆจังๆแล้ว)
  2. มีน้ำตา ตาแฉะ หรือ มีขี้ตาเกาะเป็นก้อน
  3. ปริมาณอาหารที่กินลดลง + ขนาดของก้อนอึเล็กลง
ต้องบอกตรงๆว่า จขบ. เอะใจ ตั้งแต่เห็นเจ้าสองตัวนี้จามแล้ว แต่ก็ประมาท ไม่สนใจเท่าไร
ไมเคิลเริ่มมีอาการจามมาได้ประมาณ 1 เดือน แต่จามแค่วันละ ครั้ง หรือสองครั้ง ไม่เกินนี้ (จากเดิมที่ไม่เคยจามเลย) ตอนนั้นก็สงสัยนะ แต่คิดว่าฝุ่นที่ห้องคงเยอะ จามไม่บ่อย ไม่น่าเป็นอะไร จนหลังๆไอ้หนูแองเจโลก็เริ่มจามตาม แต่ก็แค่วันละ ที สองทีเหมือนเดิม
ตามด้วยมีขี้ตา ไม่เยอะ แต่มีรอบๆตาบ่อยๆ เป็นผลึกใสๆขาวขุ่นๆ จขบ. ก็เอาสำลีชุบน้ำเช็ดเป็นระยะๆ ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไรเช่นกัน
จากรูปจะเห็นว่าขอบตามีอาการบวมเล็กน้อย (ถ้าตอนเป็นอาการหนัก ใต้ดวงตาจะแดง อักเสบ) และมีผลึกขาวขุ่นรอบๆดวงตา
  ต่อมา กินอาหารน้อยลง ที่เห็นได้ชัดก็ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนเริ่มมีอาการหนัก อาหารเม็ดที่ไม่เคยเหลือ ก็เริ่มมีเหลือค้างคืน หญ้าที่เกลี้ยงหมดรางทุกเช้ากลับเหลืออยู่เกือบครึ่ง ไม่ค่อยร้องหาข้าว แต่เนื่องจาก จขบ. คิดว่าเขาเบื่อหญ้าแล้ว แถมหญ้าก็เหลือเลยอาจจะยังไม่ร้องเรียกหาอาการ ก็เอาผลไม้ไปให้บ้าง ก็ทานนะ จนบัดนั้นก็ยังไม่ฉุกใจคิดอะไร <<< พลาดมากๆFrown
จนสองสามวันก่อนที่ไมเคิลจะโดนหามส่ง ร.พ. สัตว์ อึเริ่มมีก้อนเล็กลง อึน้อยลง ฉี่น้อยลง น้ำไม่ค่อยหมด (ประกอบกับเปลี่ยนขวดน้ำใหม่ ซึ่งกินยากกว่าเดิม เลยทำให้พวกมันแทบไม่ค่อยกินน้ำ)
**เปรียบเทียบ ขนาดอึปกติ กับอึตอนป่วย จะเห็นว่าไซซ์เล็กลงเกือบครึ่ง
 
อาการสุดท้ายที่ จขบ. บึ่งรถพาไปหาหมอตอน 5 ทุ่ม วันพุธก็คือ ไมเคิลมีอาการ ขี้ตาเต็มตาทั้งสองข้าง ลืมตาไม่ได้ นั่งซึม หายใจหอบ ไม่กินน้ำ ไม่กินข้าว
ต้องบอกว่ามันเกิดขึ้นไวมาก เพราะเมื่อตอนเช้าก่อนไปทำงาน จขบ. ก็ทำความสะอาดกรง ให้อาหารหนู ทั้งสองตัวก็ทำท่าปกติ ไม่มีลักษณะของการซึม หรือหายใจหอบ แต่เมื่อกลับมาหลังเลิกงานเท่านั้นล่ะ พบว่าทรุดลงแบบฉับพลัน
 
สิ่งที่ควรทำ เมื่อพบว่ามี 3 อาการดังกล่าวข้างต้น
  1. พาไปหาหมอทันที ไม่ต้องเสียเวลามานั่งโพสถามชาวบ้าน เพราะโรคนี้ ถ้าเป็นแล้ว นั่งประคบประหงมรักษาเองที่บ้านไม่ได้ ไม่หายนะคะ ต้องให้ออกซิเจน+ดมยา+ทานยาเท่านั้น
  2. แจ้งหมอขอ X-ray ปอด พร้อมกับแจ้งให้ทราบด้วยว่ามีอาการอย่างไรที่ผ่านมา คือถ้าไม่ x-ray เราจะไม่ทราบเลยนะคะว่าเค้าเป็นหรือไม่เป็น แล้วถ้าให้ดี พาเพื่อนร่วมกรงมา x-ray ให้หมดเลยค่ะ แองเจโล ตอนแรกหมอก็ไม่ได้จะให้ตรวจด้วย แต่ทางเรายืนยันขอตรวจเอง ผลก็คือพบว่าป่วยด้วยเช่นกันค่ะ
  3. ถ้าอาการหนักแบบไมเคิลคือ นิ่ง ไม่กินข้าวกินน้ำ หายใจหอบแล้วเนี่ย แจ้งหมอห้องฉุกเฉิน ขอให้ใส่ออกซิเจนช่วยหายใจทันที --> จุดนี้ จขบ. พลาด เพราะตอนไปห้องฉุกเฉิน คุณหมอน่าจะไม่มีความรู้เรื่องสัตว์พิเศษมากนัก ได้แต่ตรวจตาอักเสบ ตรวจการหายใจ และให้น้ำเกลือเท่านั้น แล้วบอกให้เราพามาหาหมอเฉพาะทางวันรุ่งขึ้น พอพามาหา คุณหมอแจ้งเลยว่า ถ้ามีอาการแบบนี้ ต้องบอกหมอว่าขอให้ ให้ออกซิเจนก่อนเลย ไม่ต้องรอ
    **ได้ไปอ่านกระทู้ของผู้เลี้ยงที่มีเหตุการณ์แบบนี้เช่นกันอีกท่าน ท่านนี้โชคดี คือ ได้พูดคุยปรึกษากับคุณหมอเฉพาะทางมาก่อน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ผู้เลี้ยงต่อสายโทรศัพท์หาคุณหมอทันทีและให้คุยกับแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อทำการรักษาแบบถูกต้อง ทำให้น้องหนูรอดมาได้
  4. ต่อเนื่องจากข้อบน ทุกท่านจึงควรมีเบอร์ฉุกเฉินของคุณหมอเฉพาะทางติดตัวไว้เสมอ เพื่อโทรขอคำปรึกษา
Remark: เนื่องจากเราเคยเลี้ยงสัตว์มาหลายตัว แล้วก็เข้าห้องฉุกเฉินบ่อยๆ ทำให้รู้สึกว่า ห้องฉุกเฉินของ ร.พ.สัตว์เกษตร ค่อนข้างจะมีเคสเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และคุณหมอก็มักไม่ใช่คุณหมอเฉพาะทางสัตว์พิเศษโดยตรง ซึ่งเราคิดว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้การเอาใจใส่อย่างทั่วถึงทำได้ยาก ดังนั้น หากท่านคิดว่ามีกำลังทรัพย์เพียงพอ แนะนำว่าโทรไปปรึกษาคุณหมอเฉพาะทางที่เปิดคลีนิค และสอบถามเพื่อทำการย้ายลูกๆของท่านไปให้ทางนั้นดูแลต่อน่าจะดีกว่า อย่างไรก็ดี เรายังไม่เคยได้พาลูกๆตัวใดไปนอนในห้องฉุกเฉินที่อื่นเลย (บอกตรงๆก็คือ เดี้ยงทุกตัวที่เข้าห้องฉุกเฉิน จะเดี้ยงเร็ว เดี้ยงช้า ว่ากันไป...) ก็เลยฟันธงไม่ได้ว่าจะได้รับการดูแลดีกว่าหรือไม่นะคะ รบกวนทุกท่านพิจารณากันดูเองค่ะ

สิ่งที่ควรทำ หลังจากพาสัตว์เลี้ยงไปรักษา

อย่าคิดว่าพาไปหมอแล้วจะจบนะคะ พ่อแม่ทุกท่าน เนื่องจากโรคทางปอดสามารถติดต่อจากหนูไปหนูได้ ผ่านทางการจาม ไอ เสมหะ น้ำลาย ฉี่ (แต่ไม่ติดจากหนูไปคน หรือคนไปหนู) ดังนั้น เมื่อกลับมาบ้าน

  1. เปิดหน้าต่างทุกบาน ระบายอากาศ
  2. ทำความสะอาดกรง และอุปกรณ์ในกรงทั้งหมด ฆ่าเชื้อโดยล้างเดตตอล หรือไฮเตอร์ผสมน้ำ ไม่ว่าจะเป็นฐานกรง ตะแกรง ขวดน้ำ ชามข้าว ผ้ารองกรง ที่นอน จับโยนลงเดตตอลให้หมด
  3. พวกอุปกรณ์ที่เป็นไม้ หรือกระดาษ หรือพวก bedding รองกรง เช่น ขี้เลื่อย หรือ กระดาษอัดเม็ด หรืออะไรที่ล้างไม่ได้ ควรโละทิ้งให้หมด อย่างเช่น บ้านไม้ แท่งไม้ที่หนูแทะ หรือพวกแกนกระดาษที่เขากัดเล่น อาหารที่ค้างอยู่ในกรง เพราะอย่างที่บอก น้ำลายเป็นพาหะติดต่อได้
    *ไม่ต้องคิดเสียดาย เพราะเมื่อท่านเห็นบิลค่ารักษาแล้ว ท่านจะยินดีเสียสละทรัพย์สินหลักร้อย ดีกว่าไปเสียทรัพย์เพื่อรักษาตัวที่เหลือในหลักพันอย่างแน่นอน.....ใบ้ให้ว่าไมเคิลเข้าห้อง CCU (คล้ายๆ ICU) คืนละ 1500++ บาทค่ะ และหนูแองต้องมาดมยาทุกวัน วันละ 300-600 บาท
  4. ทำความสะอาดสภาพแวดล้อมรอบๆกรงด้วย เช่น ถ้ามีมุ้ง ม่าน หรือ เพดานเปื้อนฝุ่น ก็ต้องถอดมาซัก มาล้าง
  5. ซื้อวิตามิน C มาให้หนูกิน (คุณหมอบอก Blackmores เลยยิ่งดี) วันละ 1/8 เม็ด (ประมาณ 30-50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1kg) จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้หนู ถ้าไม่กิน จะป่วยง่าย เหมือนคนที่ขาดวิตามินซีแล้วจะเป็นหวัดง่ายค่ะ
  6. สังเกตุอาการจาม จำนวนครั้งที่จาม ลักษณะอุจจาระ และความผิดปกติอื่นๆทุกวัน และจด หรือรายงานให้หมอทราบทุกครั้งที่พาไปตรวจ เพื่อให้หมอวินิจฉัยได้ถูก และกำหนดแผนการรักษาต่อไปได้
  7. ระวังเรื่องอากาศร้อน เนื่องจากหนูที่เป็นโรคปอดจะมีปัญหาในการหายใจไม่ดี ถ้าอากาศร้อนมากกว่า 30 องศาขึ้นไป หนูจะเริ่มหายใจลำบาก และอาจจะเสียชีวิตได้ง่ายกว่าหนูปกติ
 
สุดท้ายนี้ ขอแปะราคาให้ทุกท่านดูเป็นอุทาหรณ์ และเตรียมใจเมื่อท่านเลี้ยงสัตว์ แล้วมันป่วยเป็นโรคปอดอักเสบ (แนะนำว่าพกบัตรเครดิตไปเลยค่ะ)
**ราคานี้คือ rate ของ ร.พ.สัตว์ เกษตรนะคะ ถ้าเอกชนน่าจะแพงกว่านี้ 1.5-2 เท่า
  • วันที่ 9/4/57 ห้องฉุกเฉิน 
    • ไมเคิล 430 บาท
  • วันที่ 10/4/57 ตรวจอาการโรค, x-ray, ค่ายา
    • ไมเคิล 500 บาท + ค่ามัดจำ ผู้ป่วยใน (เข้าห้อง CCU) 1000 บาท
    • แองเจโล 632 บาท
  • วันที่ 11/4/57 ดมยา
    • ไมเคิล (ค่าห้อง CCU คืนละ 1500 บาท คิดรวมทีเดียววันที่รักษาเสร็จ)
    • แองเจโล 260 บาท
  • วันที่ 12/4/57 ไมเคิลเสีย
    • ไมเคิล 2050 บาท (ได้คืนค่ามัดจำ 1000 บาท)
    • แองเจโล (หมอให้มาดมยาอีกวันถัดไป เลยยังไม่คิดค่ารักษา ไปคิดทีเดียวพรุ่งนี้)
  • วันที่ 13/4/57 ดมยา
    • แองเจโล 660 บาท (นัดอีกที อาทิตย์หน้า)
สรุป 5 วันที่ผ่านมาเสียค่ารักษาไป 4532 บาทถ้วน ยังไม่รวมค่ารถ วันลางาน ค่าวิตามิน ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ที่ต้องซื้อใหม่ทั้งหมด (คำนวณแล้วอยู่ที่ประมาณ 2000 บาท) และแองเจโลยังต้องกินยาทุกวัน ไปรักษาเป็นระยะๆ อีกอย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าหายแล้วจริงๆ โรคนี้ไม่ได้หายทันทีค่ะ ต้องค่อยๆดูแล ให้ยากันไป
 
ขอให้ทุกท่านโชคดีค่ะ มีอะไรปรึกษามาได้ ถ้าเร่งด่วน line มาได้ที่ ShiShiBaRe เลยค่ะ ยินดีช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ค่ะ (ยกเว้นเรื่องยืมตังนะคะ แหะๆ)
 
ขอให้ไมเคิลมีความสุขอยู่บนสวรรค์นะจ๊ะ ลูกรัก แม่ขอโทษที่ดูแลหนูไม่ดีพอ
แม่รักหนูจ๊ะ ลูกชายของแม่ หลับให้สบายนะ
RIP ไมเคิล

Comment

Comment:

Tweet

สวัสดีค่ะ คือเราเลี้ยงแกสบี้อายุ 1ปี 3เดือน เพศผู้ แล้วน้องมีอาการ กินน้อยลง น้ำหนักตัวลด ตาอักเสบ(น้องตาเป็นฝ้าขาว เป็นๆหายๆ มานานแล้วค่ะ) ไม่ร่าเริง อึก้อนเล็กลง มีขี้ตาเป็นก้อน ตาแฉะ เค้าจะนอนไม่ยอมกินอาหารเหมือนปกติ แต่กินน้ำปกติดีค่ะ วันนี้พาน้องไปหาหมอที่คลินิกแถวบ้านมาแต่คุณหมอให้ได้แค่ยาหยอดตากับยาแก้อักเสบมาเพราะที่คลินิกไม่มียารักษาสัตว์พิเศษ คุณหมอแนะนำให้ไปหาหมอเฉพาะ เลยอยากมาถามคุณหมอว่าน้องเป็นโรคอะไรค่ะ มีทางรักษาหรือดูแลเบื้องต้นมั้ยค่ะ แล้วค่ารักษาประมาณเท่าไหร่ ปล.อาการนี้ใช่โรคปอดบวมรึเปล่าค่ะ สงสารน้องมากๆค่ะ รบกวนช่วยตอบด้วยนะค่ะ ว่าจะพาน้องไปหาหมอวันเสาร์ อาทิตย์ วันจัน-ศุกร์ติดเรียนค่ะ

#75 By jean (171.7.239.121|171.7.239.121) on 2015-09-08 23:56